วิกฤติโคโรนา อาจพลิกโฉมประเทศไทย

โคโรนาไวรัสจะอยู่กับเราไปอีกนานเท่าใด ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด อาจจะ 1 ปี หรือ 2 ปีก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศจะหาวิธีการควบคุมและป้องการได้ดีเพียงใด แต่การล็อคดาวน์ประเทศ หรือทั้งโลกตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมามีผลร้ายแรงต่อการดำเนินชีวิตของทุกคน และสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่หลังสงครามโลกคร้ังที่ 2
การล็อคดาวน์ทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะติดลบหนักหน่วง รายได้ใหม่ไม่เข้ามา แต่ยังคงมีรายจ่าย และหนี้เท่าเดิม ร้านอาหาร ร้านค้า โรงแรม ศูนย์การค้า ธุรกิจ ออฟฟิศที่ทำงาน โรงงาน ระบบการขนส่ง สายการบินฯลฯต้องปิดกิจการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส ประชาชนต้องใส่หน้ากาก รักษาระยะห่างทางสังคม และต้องใช้เวลาอยู่กับบ้านเกือบทั้งวัน เรียกได้ว่าเจ๊งกันถ้วนหน้า เพราะทุกอย่างหยุดชะงักลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการส่งออก การท่องเที่ยว การผลิตและการให้บริการ ที่พอจะไปได้คือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกิน ยา อุปกรณ์การแพทย์เวชภัณฑ์
แต่ในวิกฤติมีโอกาสเสมอ ยิ่งวิกฤติยิ่งใหญ่โต โอกาสยิ่งใหญ่หลวง เมื่อวิกฤติโคโรนาสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงมากในรอบเกือบ 100 ปี มองในแง่ตรงข้ามมันเปิดโอกาสให้ประเทศไทยที่จะดำเนินการยกเครื่องปฏิรูปประเทศแบบเบ็ดเสร็จ ไม่มีจังหวะเวลาใดที่จะเหมาะไปกว่านี้ในปฎิรูปประเทศเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม โดยการลดความเหลื่อมล้ำ ให้คนที่เป็นส่วนใหญ่ของประเทศสามารถลืมตาอ้าปากได้ และได้กลับมาเป็นเจ้าของประเทศอีกครั้ง
มาตรการ”เราไม่ทิ้งกัน”ของลุงตู่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมากที่สุดจากวิกฤติโคโรนาไวรัสคือผู้ที่มีรายได้น้อย คนยากคนจนที่ต้องหาเช้ากินค่ำ คนที่มีหนี้มาก ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีเงินออม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ลุงตู่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์แล้วโปรยเงินลงมา 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีคนไทยที่ใจจดใจจ่อรอรับเงินอยู่ประมาณ 35 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ ลุงตู่โปรยเงินเพลินไป 3 เดือนจะหมดเงินไป 525,000 ล้านบาทจากงบประมาณแผ่นดิน เมื่อผู้ที่ได้รับเงินเฮลิคอปเตอร์มันนี่ใช้เงินจำนวนนี้หมดแล้วก็หมดกันไปเลย เหมือนกินอาหารฟาสท์ฟูด ไม่ได้แก้ไขปัญหาพื้นฐานอะไร
มาตรการผ่อนผันเรื่องการจ่ายหนี้ เงินกู้ธุรกิจ เงินกู้บ้าน เงินกู้รถยนต์ เงินกู้บัตรเครดิต เงินกู้ส่วนบุคคลเป็นเรื่องระยะสั้นเหมือนกัน ไม่แน่ชัดว่าจะมีวิธีการอย่างไรในทางปฏิบัติ ใครจะเป็นผู้แบกภาระความเสียหาย ส่วนมาตรการการเงินอื่นๆในการดูแลตลาดการเงิน รวมท้ังธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กก็ว่ากันไป ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป ต่อไปภาคธุรกิจต่างๆในระบบเศรษฐกิจจะอ้างความชอบธรรมในการดำรงอยู่ต่อไปด้วยการขอให้รัฐบาลอุ้ม หรือให้การช่วยเหลือในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยกเว้นภาษี หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
โดยรวมรัฐบาลลุงจะใช้เงิน 1.68 ล้านล้าน หรือประมาณ 10% ต่อจีดีพีในการเยียวยาเศรษฐกิจ ผ่านนโยบายการเงินและการคลัง แต่จะเปรียบเหมือนสายฝนที่ตกไม่ทั่วฟ้า
เมื่อการล็อคดาวน์โควิด-19 สิ้นสุดลง ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อใด และต้องขึ้นอยู่กับประเทศต่างๆอีกด้วย ทำให้เศรษฐกิจกว่าจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยต้องใช้เวลานาน ยิ่งปิดประเทศนาน ยิ่งหายนะมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ คนไทยส่วนใหญ่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างลำบากแสนเข็ญคือไม่มีทรัพย์สินอะไรเป็นของตัวเอง ที่ติดลบด้านการเงินอยู่แล้วจะติดลบหนักขึ้นไปอีก อย่างเก่งจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ศูนย์
รัฐบาลลุงตู่มี 2 ทางเลือกในการแก้ปัญหาผลกระทบวิกฤติโคโรนาไวรัส คือ
1. ออกมาตรการแบบเหวี่ยงแห เพื่อดูแลทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจในระยะสั้น
2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจแบบพลิกประเทศโดยมุ่งเน้นให้คนไทย 35 ล้าน – 40 ล้านคน กลับมายืนบนลำแข้งของตัวเอง เพื่อความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริงตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อ
ในทางเลือกที่ 1 จะไม่ได้แก้ปัญหาอะไรมาก เหมือนกินยาลดไข้เพื่อรักษาโรคหัวใจ เพราะว่าเศรษฐกิจหลังยุคโควิด-19 จะมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องต่างประเทศ เพราะว่าโลกาภิวัฒน์ และระบบการค้าเสรีได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ละประเทศจะมีการใช้มาตรการที่เข้มงวดในควบคุมการเดินทางเข้าออก เรื่องสาธารณสุข เรื่องของมาตรฐานสินค้า เรื่องการปกป้องตลาดหรือการกีดกันการค้า เรื่องการแบ่งขั้วพันธมิตรประเทศของมหาอำนาจตะวันตกนำโดยกลุ่มแองโกลอเมริกัน และมหาอำนาจตะวันออกจำโดยรัสเซียและจีน ยิ่งมีการใช้เทคโนโลยีด้านเอไอ รวมท้ัง5จี ที่จะมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบการผลิตและเศรษฐกิจทำให้เกิดช่องว่างที่ห่างไกลมากยิ่งขึ้นในด้านความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
ต่อไปรูปแบบการจ้างงานจะเปลี่ยนไป สินค้าที่เราผลิตได้ในวันนี้ ไม่ใช่ว่าจะขายได้ในวันข้างหน้า นักลงทุนหรือนักท่องเทียวต่างชาติจะมาลงทุน หรือท่องเที่ยวในบ้านเราอาจจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม ธุรกิจอะไรก็ตามที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศมากเกินไปจะมีปัญหา ด้วยเหตุนี้จะใช้มาตรการระยะสั้นทางการเงินมาแก้วิกฤติที่เกิดจากการล็อคดาวน์โควิด-19 ไม่ได้ การร่อนจดหมายถึง 20 เจ้าสัวเพื่อช่วยแบ่งปันความมั่งคั่งในการเยียวยาเศรษฐกิจก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรมาก
ในทางเลือกที่ 2 จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด คือการยกเครื่องประเทศให้คนไทยส่วนใหญ่กลับมาเป็นเจ้าของประเทศ เพราะว่าคนไทยโชคดีมีพ่อที่เห็นการณ์ไกล พ่อได้วางรากฐานเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นโมเดลรองรับเพื่อให้แผ่นดินไทยอยู่รอดหลังจากการล่มสลายของทุนนิยมการเงิน
ในช่วงของการเปลี่ยนถ่ายจากเศรษฐกิจก่อนวิกฤติโควิด-19 ไปสู่เศรษฐกิจใหม่จะกินเวลาหลายปี ทำให้ทางรอดของแต่ละประเทศคือต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด (self-sufficiency) แล้วรอดูทิศทางลมว่าจะพัดไปทางไหน ช่วงนี้จะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยืดเยื้อขึ้นอยู่กับผู้นำว่ามีความสามารถเพียงใด หรือประชาชนมีระเบียบวินัยมากน้อยเพียงใดในการแบ่งปันทรัพยากร หรือความมั่งคั่งของประเทศที่มีอยู่
ประเทศที่จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง คือประเทศที่สามารถดูแลคนส่วนใหญ่ได้ มิเช่นนั้นแล้วจะเกิดการจลาจล หรือสงครามกลางเมือง โดยต้องกล้าที่จะยกเครื่องระบบเศรษฐกิจและการเงินอย่างจริงๆจังๆ ผ่านการสร้างงานและการแบ่งปันทรัพยกรของประเทศอย่างเป็นธรรม ไม่ต้องเน้นการเจริญเติบโตของจีดีพี ในขณะที่จีนมุ่งเน้นการสร้างงานให้คนส่วนใหญ่ แต่สหรัฐเลือกที่จะอุ้มกลุ่มธนาคารในวอลล์สตรีท ภาคการเงินและบริษักยักใหญ่มากกว่าดูแลครอบครัวอเมริกันที่เป็นแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศ
เมื่อตัดสินในที่จะเลือกวิธีการที่ 2 เพื่อปรับแนวทางปรับโครงสร้างประเทศระยะยาวแบบพลิกโฉมเพื่อความมั่นคง และให้คนไทยส่วนใหญ่กลับมาเป็นเจ้าของประเทศเหมือนเดิม แทนที่จะให้ประเทศตกเป็นของนายทุน และต่างชาติที่เป็นสาเหตุของความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมของสังคมจะต้องมีวิธีการทำอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป




