สภาวะอากาศ ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ได้เปิดเผยว่า โรคที่มีผลกระทบจากความร้อน.เกิดจากภาวะ
ที่ผิดปกติจากการตอบสนองของร่างกาย เมื่อมีการสัมผัสความร้อนที่สูงกว่าปกติและไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิ
ให้อยู่ในระดับที่ปกติได้ ได้แก่ ผู้ที่ทำงานหรือมีกิจกรรมกลางแจ้ง ที่ต้องเจอแดดแรงจัด เช่น การออกกำลังกาย
ผู้ที่ต้องทำงานที่ไซต์ก่อสร้าง, ชาวเกษตรกร, ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือมีความดันโลหิตสูง, ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ,
ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ผู้เป็นโรคอ้วน รวมไปถึงคนสูงอายุ และ เด็กที่มีอายุไม่ถึง 5 ปี ก็ถือว่ามีความเสี่ยง
ส่วนสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยจากคลื่นความร้อน มาจากวิถีชีวิตประจำวัน.คือ การทำงานที่มีสภาวะ
ความร้อนสูงกว่าปกติ, การสัมผัสแสงแดดโดยตรง หรือ อยู่ในพื้นที่ ที่ไม่มีการระบายอากาศที่ดี, การดื่มน้ำน้อย,
งานที่ใช้พลังงานมากกว่าทั่วไป, สวมชุดที่มิดชิดขณะปฏิบัติงานจนระบายเหงื่อไม่ดี, ไม่ชินกับการทำงานในที่มี
อุณหภูมิสูงมาก่อน ดังนั้น จึงควรที่จะหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ที่อาจเกิดในระหว่างการใช้ชีวิต เพื่อป้องกันอันตราย
เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายของเรามีอุณหภูมิสูงขึ้น แล้วการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย “ทำงานผิดปกติ” ก็จะทำให้
การถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกายไม่ได้ผล อาจส่งผลให้ มีอาการตะคริวจากความร้อน, เกิดอาการเหนื่อยล้า
คือ มีเหงื่อออกมาก ผิวหนังเปียกชื้น, รู้สึกอ่อนเพลีย, ชีพจรเต้นเร็ว, ปวดศีรษะ วิงเวียน จนอาจถึงหมดสติลงได้
แล้วถ้า ”มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันทางระบบประสาท” จะทำให้ชักหมดสติ หากรุนแรงก็ถึงขั้นเสียชีวิต!
เพื่อเป็นการป้องกันตนเอง ไม่ให้เกิดการเจ็บป่วย จากสภาพอากาศร้อน จึงควรปฏิบัติดังนี้
1. ป้องกันตัวเอง ด้วยการศึกษาข้อมูล ความอันตรายของความร้อน ที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วย
2. พยายามดื่มน้ำอย่างน้อย ครั้งละ 1 แก้วทุก 20 นาที ระหว่างทำงานหรือใช้ชีวิตกลางแดด
3. สำหรับผู้ต้องทำงานกลางแดด ควรจัดเวลาพักให้บ่อยกว่าการทำงานในสภาพปกติทั่วไป
4. สวมใส่ชุดที่สามารถระบายอากาศได้ดี และหยุดพักในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
5. ควรจัดหาวัสดุหรืออุปกรณ์.ที่ป้องกันความร้อน เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรง
6. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มคาเฟอีน เพื่อให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนัก




